วันอาทิตย์ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

刀剣乱舞 Fanfic - 夏空 - [なきこぎ]

刀剣乱舞
Touken Ranbu FanFiction

Rate : PG

Genre : AU , Fantasy

Pairing : 鳴狐 x 小狐丸 / NakiKogi / なきこぎ

Note :



夏空
[นภายามคิมหันต์]



รอแล้วรอเล่า มิกะซึกินั่นไร้วี่แววกลับมา มีเพียงหูที่แว่วเสียงหัวเราะรื่นรมย์กับตาที่หลอนเห็นใบหน้ายิ้มพรายนั่นเท่านั้น ผุดลุกผุดนั่งก็แล้ว เดินวนเวียนจนใครมาเห็นคงกล่าวว่าพื้นเรือนจะทรุดเอาก็วันนี้ สุดจะทนนิ่งเฉยได้อีกต่อไป


ความมืดมิดในราตรีกาลอาจไม่ส่งผลอะไรต่อมารปีศาจ หากแต่เขานั่นไม่ใช่ แม้จะได้ชื่อว่าเป็นพี่น้องของมิคาสึกิผู้กลายเป็นภูตมรจันทราไปแล้ว หากแต่ดวงจิตแห่งธรรมชาติดวงนี้นั่นน่าได้โดนจิตร้ายเข้าแทรกแซง ยังสามารถคงตัวไว้ได้ ด้วยคนสนิทผู้นั้นของญาติผู้น้องเสียสละตัวเอง ปิดลั่นลงกลอน นับแต่จันทร์เสี้ยวดวงนั้นถูกรัตติกาลครอบงำ

หากแต่ในยามนี้... ที่ถูกรุกล้ำจนประตูเมืองแตกพ่าย จิตอันไม่บริสุทธิ์ เสียงกรีดร้องหวนโหยและคาวเลือดคละคลุ้ง ทาบทาไปทั่วทั้งปฐพี ยากนักที่จะสะกดกลั้นสิ่งที่ดิ้นเร่าอยู่ภายในกายผู้นั้นได้ ยิ่งเมื่อได้ข่าวคราวจากท่านผู้นั้นที่คอยเลี้ยงดูฟูมฟักมิคาซึกิมาแต่น้อย ได้เอ่ยว่าประตูที่ลั่นดาลแน่่นหนาบานนั้นได้ถูกเปิดออกเสียแล้ว ใจที่ร้อนรนก็ไม่อาจนิ่งเฉยดูดายได้อีกต่อไป ด้วยนึกรู้โดยสัญชาตญาณและประสบการณ์ที่ผ่านมาจะเกิดสิ่งใดขึ้น

แต่ไหนแต่ไรมิคาซึกิก็เป็นผู้ชมชอบเรื่องสนุกสนานและปั่นหัวผู้คน คงไม่แคล้วอยากลองกลั่นแกล้งแม่ทัพเพลิงสวรรค์ผู้หาญกล้ารุกชิงชัย ย่ำกองซากศพและเลือดเนื้อมาถึงที่นี่เป็นแน่

กองเพลิงที่เจ้านั้นโผเข้าหา หาใช่ไฟธรรมดา

หากเป็นเพลิงสวรรค์ของกระเรียนสีเลือดซึ่งแผดเผาไปถึงจิตวิญญาณผู้นั้นและพร้อมเข่นฆ่ามารร้ายจนสิ้น ให้มอดไหม้ไม่เหลือแม้เศษเสี้ยวธุลีเอาได้ ยิ่งเป็นมารที่ดื่มกินเลือดเนื้อมนุษย์มามากมายเช่นเจ้า เทพนักรบคงมิปล่อยแต่โดยดี 

สมองแล่นคิดคำนึงไป สองขาก้าวย่างไป แต่แม้จะพยายามเยี่ยงเหยียบฝีเท้าให้แผ่วเบาสักแค่ไหน ยามจรดลงบนพื้นไม้ที่ขัดกันเป็นลักษณะพิเศษก็ยังบังเกิดเสียงอยู่ดี น้ำเสียงไพเราะของวิหคที่ได้ยินเมื่อยามรุ่งมาเยือนเฉกเช่นเสียงของท่านผู้นั้น

ที่บัดนี้ฟังราวกับเสียงครวญเครือ...
ฉะนั้นเมื่อจู่ๆ มีสัมผัสจากฝ่ามือเย็นเฉียบคว้าจับข้อแขนไว้ จึงไม่แปลกอะไรที่ตนแทบจะหลุดร้องลั่นออกมา

จิ้งจอกแห่งเทพอินารินั่นหาใช่มารร้ายที่กัดกินผู้คนหรือต่อสู้ผลาญชีวิต แต่เป็นภูตพรายที่บำเพ็ญตบะมาเนิ่นนานจนสามารถจำแลงกายเป็นมนุษย์ได้

หากไม่ทันให้เสียงใดเล็ดรอดออกมาปลุกคนทั้งปราสาทให้ตื่น เงาสีเหลืองทองก็พุ่งเข้ามารัดพันลำคอจรดริมฝีปากอย่างทันท่วงที เสียงร่างหนักอึ้งล้มตึง


"ไม่ได้นะขอรับ ไม่ได้ รุกล้ำพื้นที่ท่านแม่ทัพยามวิกาลมีโทษฐานหนักเชียวนะขอรับ!!"

เสียงเล็กเสียงน้อยของจิ้งจอกตัวหนึ่งดังกระซิบริมหู ดวงตาสีแดงเบิกโพลง

ใต้แสงจันทร์นวลผ่อง เส้นริ้วแสงบางเบาที่ส่องผ่านลงมา เผยให้เห็นว่าเบื้องหน้านอกจากตนและจิ้งจอกที่พันร่างจนล้มโครมนั่น มีเด็กหนุ่มร่างเล็กผู้หนึ่งยืนสงบนิ่งอยู่ด้วยใบหน้าเฉยชาไม่สื่ออารมณ์ใด หากนัยน์ตาเรียวยาวสุกเปล่งเป็นสีเรื่อเรืองดั่งทองคำคู่นั้น จ้องเขม็ง

บรรยากาศและกลิ่นอายที่จะว่าคุ้นเคยก็ใช่ คุ้นชินก็ไม่อาจกล่าวได้เต็มปากอวลโอบคนตรงหน้าที่ดูผิวเผินแล้วเหมือนเด็กมนุษย์อายุราวสิบเจ็ดสิบแปดปี

แต่ไม่ใช่...

ตัวตนตรงหน้าเป็นเช่นเดียวกับเขา ปีศาจจิ้งจอก ซ้ำยังเป็นจิ้งจอกที่มีกลิ่นอายการฆ่าฟันตลบอบอวลผิดกับท่าทางเฉยชาและรูปร่างที่ยังไม่โตเต็มวัยนัก

กลิ่นดิน กลิ่นพืชผล มักจะเป็นกลิ่นเฉพาะตัวของตนที่ซึมซับจนแทบจะเป็นกลิ่นอายของตัวเองไปแล้ว เนื่องจากเทพอินาริที่แรกเริ่มตนพำนักด้วยเป็นเทพแห่งการเพาะปลูก หาใช่เทพสงคราม มือสองคู่นี้จึงรู้จักแต่เสียมจอบหาใช่ดาบง้าวแต่อย่างใด

สายตาที่จับจ้องมาไม่วางตาก่อเกิดความรู้สึกอึดอัด ครั่นเนื้อครั่นตัวอย่างประหลาด

แปลก.... เป็นผู้ที่ดูยากแก่การเข้าใจโดยแท้

"ซึรุ... ไม่ชอบคนกวน...."

เสียงเรียบเย็นไม่ผิดจากหน้าตา ขณะโน้มลงสนทนา หากใบหน้าที่โน้มลงมาชิดใกล้จนเกินปกติของผู้พบเจอเพียงครั้งแรกไปสักหน่อย

"ท่านนาคิเป็นคนไม่ค่อยพูด ยากนักที่จะเอ่ยปากกับใครก่อนเช่นนี้ คงสนใจท่านมากน่ะขอรับ!!" 

กล่าวพลางม้วนตัวเลื้อยลงจากลำคอที่พุ่งเข้ารัดพันเมื่อสักครู่

"เอ่อ.... ท่านนาคิบอกให้กลับเรือนเดิมที่ท่านอยู่เถอะขอรับ เรื่องที่กังวลเดี๋ยวจะไปดูให้เอง //จะดีเหรอขอรับ ป่านนี้ท่านแม่ทัพคง..."

"หากไม่เห็นด้วยตา... ข้าคงยากจะวางใจ มิกะซึกิค่อนข้าง.... อ๊ะ! เดี๋ย----"

ขณะที่ร่างสูงกว่าไม่ชินทางกับความมืดในยามราตรีเดินสะดุดแทบล้มคะมำลงไป ฝ่ายผู้อายุน้อยกว่าก็คว้าข้อแขนออกเดิน แล้วผลักดุนหลังใส่ห้องนอนตัวเองโดยไม่เปิดโอกาสให้ทักท้วงแม้แต่น้อย
และก่อนประตูจะเลื่อนปิดจิ้งจอกรับใช้ก็ม้วนตัวลงไปคลอเคลียพร้อมกับร่างที่นั่งอึ้งแล้ว

"ท่านนาคิบอกให้รออยู่ที่นี่น่ะขอรับ ท่านไม่ควรเดินให้ใครเห็น... เกิดผู้อื่นในทัพมาเจอคงไม่พ้นโดนคุมขังในเพราะนึกว่าเป็นมารปีศาจแน่นอน"

เห็นว่าคงไม่ได้ไปสังเกตการณ์ด้วยตนเองแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจ ลืมฉุกคิดถึงสิ่งหนึ่ง

เหตุใดกล่าวว่าผู้คนเห็นจักเป็นปัญหา แล้วเจ้าตัวรู้ได้อย่างไรว่าตนจะไม่เป็นภัย?


ล่วงเลยถึงยามสี่ยามห้า จวบตนฟ้าสาง ได้สติอีกคราก็พบว่าร่างตนจอมจ่มอยู่ในผืนผ้าห่มและฟูกนอนกว้างใหญ่

ครั้นจะขยับตัวด้วยความตระหนกอันไม่คุ้นสถานที่ก็กลับขยับไม่ได้ ด้วยติดแรงแขนผอมที่ทรงกำลังกว่าที่เห็น กอดรัดช่วงเอวไว้แน่น ซ้ำร้ายใบหน้าที่ปราศจากหน้ากากนั้นก็ซุกซบอยู่กับอกตนอย่างถือสนิทเสียอย่างนั้น

"นาคิ! นาคิโว้ยยยยย เกิดเรื่องใหญ่แล้ว ในห้องซึรุ เอ๊ย ท่านแม่ทัพมีภูตจันท----"

เจ้าของห้องผุดลุกขึ้นอย่างงัวเงีย พาศีรษะที่ซบกับอกตนโงหัวขึ้นจากกองผ้าห่ม ดวงตาสีทองปรือปรอยมองตนอยู่ครู่หนึ่ง  จังหวะเดียวกับที่ต้นเสียงจากหน้าประตูเดินเข้ามาถึงที่แห่งนี้ และเนื่องจากยามค่ำของคืนที่แล้ว เขาไม่ได้เเต่งตัวให้เรียบร้อยสักเท่าไหร่ เกิดเหตุล้มลุกคลุกคลาน ไหนจะท่านอนที่ปรับเปลี่ยนทิศทางไปบ้างในยามไร้สติ ทั้งตนและเด็กหนุ่มที่บัดนี้โดนกระชากผ้าห่มไปแล้ว จึงมีสภาพดูล่อแหลมยิ่งนัก

"....โค....โคจั......ง" เสียงงึมงำฟังไม่ได้ศัพท์คลอเคลียบนผิวเนื้อจนรู้สึกกระดากอาย ใบหน้าขาวแดงก่ำแทบไหม้ สายตาหลากหลายจ้องมองมาด้วยความนึกคิดที่ต่างกันออกไปอย่างสิ้นเชิง

ชิบหาย....ล่ะงานนี้ ใครเป็นใคร เอาอะไรยังไงว่ะเนี้ย





กว่าจะฝ่าฟันมาถึงตัวไซงูแสนบริสุทธิ์ผู้นั้น ตัวข้ากลับแปดเปื้อนไปด้วยกลิ่นไอแห่งความตายและคาวโลหิตจนคละคลุ้งไปทั้งสองมือ รู้ว่าไม่ควรแตะต้องให้สิ่งที่ขาวสะอาดและบริสุทธิ์ไร้มลทินใดนับแต่ลืมตาตืนขึ้นในฐานะเทพพิสุทธิ์ จิตวิญญาณจิ้งจอกแห่งดวงตะวันและพืชผล

การทำลายจิตดวงนั้นให้มีราคี.. ไม่ต่งจากท้าทายให้เกิดอาเพทบนแผ่นดิน แต่เขาที่เฝ้าตามหาและมองมาเนิ่นนานถึงเพียงนี้ ยามที่สามารถเอื้อมมือไปโอบกอด... คว้ามาไว้ในอ้อมแขนได้ ในตอนนั้นเองสำนึกผิดชอบที่เคยมีขันติธรรมดึงรั้งไว้ได้จางหายไปสิ้น

เขากลืนกินดวงจิตดวงนั้น..... หลอมรวมกับไอความมืดมิดในตัว สีขาวของผู้นั้นแปดเปื้อนจนอาจคงเดิม


หากเจ้ารักในสิ่งใด จงทำให้แปดเปื้อนจนทุกผู้นามเบือนหน้าหนี เท่านี้ก็จะมีเพียงเจ้าผู้เดียวที่จะได้ครอบครองสิ่งนั้น




นาคิกิทสึเนะหวนคิดถึงวันคืนที่ผ่านเลยมาอันแสนยาวนาน วันที่กลีบดอกไม้พร่างพรู หล่นร่วงตามสายลมหนาวในคืนเหมันต์ ในยามที่ดวงตะวันราแสง คลี่คลายสู่ค่ำคืน

หิมะแรกฤดูโปรยปรายอย่างเชื่อมช้า ใต้ท้องฟ้าโปร่งซึ่งแสงของจันทร์เพ็ญกระจ่างอาบไล้ลงมาอย่างเงียบงัน

เสียงกระบอกไม้ไผ่ในสวนยามฤดูร้อน บัดนี้ถูกความเย็นจับแข็ง ทั่วทั้งบริเวณราวกาลเวลาหยุดนิ่ง




 TBC.>

ไม่มีความคิดเห็น: